อินเดียยุติความร่วมมือเรื่องน้ำกับปากีสถาน

รัฐบาลนิวเดลีประกาศยุติข้อตกลงแบ่งปันน้ำร่วมกับปากีสถาน จากกรณีพิพาทล่าสุดเรื่องเหตุก่อการร้ายในดินแดนแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย ซี่งรัฐบาลอิสลามาบัดยืนกรานปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ว่านายนิทิน กัดคารี รมว.กระทรวงคมนาคมและทรัพยากรน้ำของอินเดีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ว่ารัฐบาลนิวเดลีตัดสินใจยุติข้อตกลงการปันส่วนน้ำด้วยการผันเส้นทางไหลของแม่น้ำหลายสายให้แก่ปากีสถาน กลับคืนประชาชนในรัฐชัมมูร์และกัศมีร์และรัฐปัญจาบแทน ขณะที่นายคาวาจา ชูมาอิล รมว.กระทรวงทรัพยากรน้ำของปากีสถาน กล่าวว่ารัฐบาลอิสลามาบัด “ไม่มีความกังวล” กับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น และกล่าวว่ารัฐบาลนิวเดลีต้องการใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกลับมาก่อสร้างเขื่อนที่แม่น้ำราวี ซึ่งระงับไปตั้งแต่ปี 2538 มากกว่า เพราะเป็นโครงการที่ปากีสถานคัดค้านมาตลอดเนื่องจากละเมิดสนธิสัญญา
 
ทั้งนี้ อินเดียและปากีสถานมีข้อตกลงร่วมกันฉบับหนึ่งชื่อ “ข้อตกลงน้ำสินธุ” ( Indus Water Treaty ) ที่ธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างสองประเทศ เมื่อปี 2503 โดยเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศในเวลานั้น คือนายยวาหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย กับประธานาธิบดีอายุบ ข่าน แห่งปากีสถาน ว่าด้วยการแบ่งสรรความรับผิดชอบและแบ่งสรรแม่น้ำ 3 สายที่อยู่ทางตะวันออกของปากีสถาน ได้แก่ แม่น้ำบีอาส แม่น้ำราวี และแม่น้ำสตลุช และแม่น้ำอีก 3 สายที่ไหลผ่านภาคตะวันตกของอินเดีย ได้แก่ แม่น้ำสินธุ แม่น้ำจนาพ และแม่น้ำเฌลัม
 
ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือเพียงฉบับเดียวอย่างเป็นทางการระหว่างอินเดียกับปากีสถาน และทั้งสองประเทศต่างปฏิบัติตามแนวทางที่ระบุไว้ในข้อตกลงเป็นอย่างดีมาตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุคาร์บอมบ์โจมตีรถบัสโดยสารของทหารอินเดีย ในเขตปุลวามา ของรัฐชัมมูร์และกัศมีร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิตมากกว่า 40 นาย ซึ่งถือเป็นเหตุก่อการร้ายในแคชเมียร์ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยอินเดียกล่าวหาปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แม้รัฐบาลอิสลามาบัดยืนกรานปฏิเสธ แต่นายอรุณ เจฏลี รมว.กระทรวงการคลังของอินเดีย ถอนชื่อปากีสถานออกจากการเป็น “พันธมิตรทางการค้า” และขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจากปากีสถานเป็น 200% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา